คำเตือน: หลังจากเรื่อยเปื่อยมานาน วันนี้ขอบอกกล่าวเรื่องราวเป็นจริงเป็นจังอย่างยิ่ง
หาก "ท่าน" คือ เด็กเตรียมอุดม...เนื้อหาของวันนี้ ทางเราอยากขอความกรุณา "อ่าน" อย่างตั้งใจ และนำกลับไปใคร่ครวญจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง!
*********************************************************************
วันนี้จะขอหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับ"เด็ก"และ"การใช้เงิน"มาเล่าสู่กันฟัง
หลังจากที่เรียนจบไปเป็นเวลาหลายปีอยู่ (ต.อ.64)ก็ได้ฟังข่าวสารจากน้องชายที่กำลังเรียนอยู่เป็นพักๆ
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องราวกิจกรรมในรั้วโรงเรียน ตั้งแต่กิจกรรมใหญ่ๆอย่างรับน้องจนถึงกีฬาสี หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์เล็กๆน้อยๆ หรือแม้กระทั่งเรื่อง"เก็บเงินห้อง"
ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาๆใช่ไหม?
ใช่, มันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆนั่นล่ะ... ตัวผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาสามปีในโรงเรียนที่ผมรักที่สุดนั่นมาแล้ว แต่ที่คิดว่ามันไม่ธรรมดา ก็คือ จำนวนค่าใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆนั่นล่ะ
หากเป็นรุ่นผม...
ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนก็จะมีพี่ๆมารับน้อง ให้กินข้าวกล่องด้วยกันตอนพักเที่ยง ทำกิจกรรมร่วมกันตอนเย็น นอกจากนั้น เวลาเจอหน้ากันก็ยกมือไหว้ทักทายกันตามมารยาทอันควรปฏิบัติ
เรื่องเลี้ยงขอบคุณรุ่นพี่น่ะเหรอ? รุ่นผมเพียงแ่ค่ซื้อเค้กโฮมเมดอร่อยๆไปหารุ่นพี่ที่ตึก 55 ปี แล้วก็บูมสาย วิ่งถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนาน...
เรื่องเงินห้องก็เก็บกันแค่พอใช้นั่นแหละ เอาไว้ออกเป็นค่าชีทที่ต้องเสียถ่ายสำเนากัน... หักเหลือเท่าไหร่ปลายปีก็พากันไปหาอะไรกินกันง่ายๆ เน้นเรื่องความสนุกสนานและความผูกพันกันมากกว่า
จริงๆยังมีเรื่องราวอีกเยอะ แต่ขอพักไว้ก่อนดีกว่า...
ประเด็นที่อยากเอ่ยถึงจริงๆนั้นมันอยู่ที่รุ่นน้องชายผมต่างหาก
เริ่มจากการเข้ารับน้อง, เข้าใจว่าพี่ๆคงอยากให้น้องประทับใจ รุ่นพี่สายกับรุ่นพี่ห้อง จึงเลี้ยงพิซซาฮัทกับเชสเตอร์กริลล์...ซึ่งก็ยังไม่เท่าไหร่ ยังพอรับได้ (เพราะรุ่นพี่จ่ายกันเอง :P )...
พอเริ่มเรียน มีการเก็บเงินห้องเป็นจำนวนที่สูงพอสมควร... เข้าใจว่าจะเป็นการเตรียมเงินสำหรับรับน้องปีต่อไป แต่ไม่เป็นไร ยังรับได้...
จบม.4ด้วยความสนุกสนาน
เริ่มขึ้นม.5...ก่อนเปิดเทอมมีการเรียกเก็บอีก 500 บาท อ้างว่าเป็นค่ารับน้อง (เอ๊ะ, แล้วก่อนหน้านี้เอาไปใช้ทำไรหมดฟะ?) ไม่เป็นไร...พ่อเห็นว่าเป็นเรื่องกิจกรรมที่ทุกคนต้องผ่านก็เลยหยิบให้แต่โดยดี
เรียนมาเรื่อยๆก็เก็บเงินห้องกันไป (หลังๆน้องชายไม่่ค่อยเล่าให้ฟังเท่าไหร่...)
แต่ที่ฟังแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย, มันเกินไปหน่อยแล้วมั้งก็เมื่อตอนเย็นที่ผ่านมา
รุ่นน้องขอเก็บเงินรุ่นพี่ 380 บาท โดยอ้างว่าจะไปจัดเลี้ยงขอบคุณให้รุ่นพี่ที่โรงแรมแต่เงินไม่พอ
กรุณาอ่านประโยคเมื่อครู่ซ้ำอีกรอบนะครับ
.
.
.
เอาล่ะ, ต่อไปนี้อาจมีอารมณ์ขุ่นมัวปะปนไม่มากก็น้อย กรุณาใช้วิจารณญาณขณะอ่าน
1. รุ่นน้องขอเก็บเงินรุ่นพี่...เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินเลยนะครับ แล้วยิ่งเป็นเหตุผลว่าจะนำไป"เลี้ยงขอบคุณรุ่นพี่"นี่...(=_=")
2. ลองคำนวนดูเล่นๆนะครับ เก็บเงินรุ่นพี่คนละ 380 บาท ทั้งห้องมี 40 คนโดยประมาณ จะออกมาเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่เอ่ย?...(เฉลย 380x40= 15,200 บาท)
3. ลองคิดดูเล่นๆอีกทีนะครับ...เงินที่เก็บรุ่นพี่ไปบวกรวมกับเงินที่รุ่นน้องมี
(ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามีอยู่เท่าไหร่) เดาๆว่าสัก 30,000 แล้วกัน(จริงๆน่าจะมากกว่านี้) ถูกเด็กๆมัธยมปลายกลุ่มหนึ่ง"ผลาญ"ภายในกิจกรรมส่วนบุคคลครั้งเดียว
4. ทีนี้กรุณาลองหันไปมองคุณพ่อคุณแม่ทีหาเลี้ยงน้องๆกันมานะครับ...
ลองถามท่านดูว่าเงินจำนวนเท่านี้กว่าท่านจะหามาได้ท่านต้องผ่านอะไรมาบ้าง?
5. หรือไม่...ถ้าบังเอิญตระกูลน้องมีเงินเหลือใช้โดยไม่ต้องทำงาน น้องลองเปิดช่องสาม ดูรายการวงเวียนชีวิตดูนะ แล้วเปรียบเทียบดูว่าน้องใช้เงินคุ้มค่ารึยัง?
.
.
.
มีหลากหลายวิธีการที่จะแสดงความ"ขอบคุณ" ถ้าน้องตั้งใจจะขอบคุณจากใจจริง
การจัดเลี้ยงในสถานที่หรูหรา เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น
พี่เองก็ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมการใช้เงินไปโดยใช่เหตุอย่างนี้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พี่รู้แน่ๆว่าการเริ่มหยุดมันตั้งแต่ตอนนี้น่าจะดีที่สุด
พี่ไม่ได้ออกมาโวยวายเพียงแค่น้องชายพี่ต้องเสียเงินหรอกนะ
แต่ลองคิดว่ามัน "คุ้มค่า" แล้วเหรอกับการใช้จ่ายเงินในยุคเศรษฐกิจแบบนี้?
ในยุคที่ออกมาพูดกันปาวๆถึง "เศรษฐกิจพอเพียง"
ยังมีคนอีกเป็นแสนที่ไม่มีอะไรจะกิน...
ยังมีคนอีกมากที่ไมได้รับโอกาสอย่างที่น้องได้รับ...
การได้เข้ามายืนอยู่ในโรงเรียนที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนมัธยมปลายอันดับต้นๆของประเทศน่า
จะหมายความถึงการได้รับการคัดเลือกขั้นหนึ่งแล้ว และก็หมายถึงว่าน้องน่าจะมีวิจารณญาณเพียงพอในระดับหนึ่ง ว่าควรทำอะไร แค่ไหน?
หวังว่าการสื่อสารคราวนี้จะทำให้น้องคิดอะไรได้บ้าง...
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
ี